ดื่มชาให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ? ทำไมคนจีนชอบดื่มน้ำชา ?

ดื่มชาให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ? ทำไมคนจีนชอบดื่มน้ำชา ?

ชาเขียว (green tea)
เป็นยอดอ่อนของชาที่ถูกนำไปอบให้แห้งทันที โดยไม่มีการหมัก เพื่อไม่ให้ใบชาทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (ออกซิเดชัน) จึงได้ใบชาที่ยังมีสีเขียว มีกลิ่นและรสชาติใกล้เคียงใบชาธรรมชาติมาก

ชาดำ (black tea) 
ยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดอย่างเต็มที่ แล้วหมักจนได้กลิ่นหอม ก่อนนำไปอบให้แห้ง ทำให้ได้ใบชาสีเข้มและมีรสขมปนฝาดกว่าชาเขียว เนื่องจากปฏิกิริยาทางเคมีของสารแทนนินในใบชา

ชาแดงหรือชาอูหลง (red tea or Oolang)
ยอดอ่อนของชาที่ถูกนำมานวดพอให้ผิวนอกช้ำ เพื่อกระตุ้นสารแทนนิน แล้วจึงอบให้แห้ง เพื่อหยุดยั้งปฏิกิริยาทางเคมี สีและรสของชาแดงจึงอยู่กึ่งกลางระหว่างชาดำกับชาเขียว

ชาขาว (white tea)
     หรือรู้จักกันในชื่อหยินแชน (เข็มเงิน) สามารถเก็บได้เฉพาะช่วงเวลา 2-3 วัน ในแต่ละฤดูใบไม้ผลิเมื่อช่อสีขาวเพิ่งจะผลิออกมา เพราะชาขาวคือใบชาที่อ่อนที่สุดยังปกคลุมด้วยปุยขนอ่อนสีขาวเท่านั้น หลังจากนั้นจึงนำไปตากแห้งในแสงอาทิตย์ธรรมชาติ

     จะเห็นได้ว่าชาทุกชนิดอาจมาจากชาต้นเดียวกันก็ได้ ฉะนั้นใบชาทุกประเภทจึงมีส่วนประกอบของโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม กรดแอมโมเนีย สารแทนนิน (Tennin) กาเฟอีน สารคาเทชิน โพลีฟีนอล (Catechin polyphenols) และแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และน่าจะลดความเครียด ความดันโลหิต ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน ทำให้การไหลเวียนของโรคดีขึ้น ช่วยละลายไขมัน ป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงชะลอความแก่ ฯลฯ

มีผลงานการวิจัยบางชิ้นสรุปว่า ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะระหว่างชาเขียวกับชาดำออกจากกันได้  นั่นคือ ชาดำมีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพไม่แตกต่างจากชาเขียว แต่เนื่องจากผลการวิจัยส่วนมากยืนยันว่า ระหว่างการหมักใบชาผ่านกระบวนการออกซิเดชัน ทำให้สารบางตัวในชาสูญสลายไปส่วนหนึ่ง ดังนั้นสารอาหารและคุณประโยชน์ของชาที่ผ่านกรรมวิธีกระชับสุด ไม่เกิดการออกซิเดชันอย่างชาขาว ชาเขียว น่าจะรักษาคุณประโยชน์ไว้ได้ค่อนข้างครบถ้วน และชาแดง ชาดำ มีประโยชน์ลดหลั่นกันไป

คนจีนรู้จักสรรพคุณในทางยาของชาเขียวมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลและใช้บำบัดรักษาอาการต่างๆตั้งแต่ปวดหัวไปจนถึงโรคซึมเศร้าเลยทีเดียว

การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัย Purdue ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารประกอบในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดลงได้ ด้วย

      สรรพคุณของชาเขียวอีกประการหนึ่งที่เผยแพร่กันมากในต่างประเทศคือ ช่วยลดน้ำหนัก โดยคาเทชินในชาเขียวทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

      อย่างที่เล่าไปแล้วว่ากรรมวิธีการผลิตชาขาวนั้น เมื่อได้ใบชาอ่อนมาแล้ว จะแค่นำไปตากแดดให้แห้งด้วยวิธีธรรมชาติเท่านั้น ไม่ผ่านกระบวนการม้วนและอบแห้งเหมือนชาเขียวและชาดำ ความเรียบง่ายนี้เองทำให้คุณค่าที่มีอยู่ในใบชาชาว ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม และโดยเฉพาะโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ที่แข็งแรงที่สุด ยังคงหลงเหลืออยู่ในปริมาณมากโดยไม่สูญสลายไป

ชาขาวจึงมีสารต้านอนุมูลมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า หรือเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้น 12 แก้ว

      ชาขาวมีปริมาณคาเฟอีนน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาชนิดอื่นๆ (ชาขาวมีคาเฟอีน 15 มิลลิกรัม ขณะที่ชาเขียวมีคาเฟอีน 20 มิลลิกรัม และชาดำมีปริมาณคาเฟอีน 40 มิลลิกรัม)

       อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาพบว่า ไม่ว่าดื่มชาชนิดใด ถ้าต้องการดื่มเพื่อสรรพคุณทางยาต้องดื่มวันละ 10 ถ้วยขึ้นไปจึงมีผลต่อการรักษาโรคต่างๆได้ และดร. ซาง-โด ฮวง นักวิจัยของมหาวิทยาลัยปักกิ่งกล่าวไว้ว่า “การดื่มชาหนึ่งถ้วยก่อนอาหารประมาณยี่สิบนาที จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ความอยากอาหารลดลง”

ขอบคุณข้อมูล : healthandtrend