ทริค 10 ข้อ เพื่อการป้องกันและรักษา “ภาวะครรภ์เสี่ยง”

ทริค 10 ข้อ เพื่อการป้องกันและรักษา “ภาวะครรภ์เสี่ยง”

          “ภาวะครรภ์เสี่ยง” หมายถึง การตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงซึ่งส่งผลกระทบต่อแม่และทารกในครรภ์ โดยอาจทำให้เกิดอันตรายหรือเสียชีวิตได้ทั้งในขณะตั้งครรภ์ คลอด หรือหลังคลอด เรียกว่าเป็นภาวะที่ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากให้เกิดกับตัวเองหรือคนใกล้ชิด

คำถามคือเราสามารถป้องกัน “ภาวะครรภ์เสี่ยง” ได้หรือไม่?

          ข้อมูลจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ระบุว่า การดูแลตัวเองของคุณแม่ตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยของลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง การใส่ใจในสุขภาพจะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างมีความสุขและทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ทริค 10 ข้อ เพื่อการป้องกันและรักษา “ภาวะครรภ์เสี่ยง”

          อย่างไรก็ดี วิธีการดูแลตัวเองอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงควรปรึกษาคุณหมอถึงวิธีการที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่ควรปฏิบัติตัวดังนี้

1.เตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ด้วยการตรวจสุขภาพทั้งคุณแม่และคุณพ่อ หากมีปัญหาสุขภาพให้ทำการรักษาหรือควบคุมโรคก่อนที่จะวางแผนตั้งครรภ์ต่อไป เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จะต้องควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนตั้งครรภ์ หากมีน้ำหนักตัวมาก ควรลดความอ้วนก่อนตั้งครรภ์

2.หากวางแผนที่จะตั้งครรภ์ ควรรับประทานกรดโฟลิกล่วงหน้า 2-3 เดือน เพื่อป้องกันความผิดปกติในทารก เช่น กระดูกสันหลังแหว่งหรือเปิดในเด็ก

3.ฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งประวัติส่วนตัว ประวัติโรคที่เป็นให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการดูแลรักษา และมาพบแพทย์เป็นระยะตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

4.งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด

5.หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดผลต่อครรภ์ได้

6.วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และชั่งน้ำหนักทุกครั้งที่มาพบแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

7.ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้มีน้ำหนักตัวมากหรือน้อยจนเกินไป

8.คุณแม่ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกาย โดยปรึกษาแพทย์ถึงการออกกำลังกายที่ไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ และหมั่นตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง

9.ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย

10.พักผ่อนให้เพียงพอ

          หมั่นสังเกตตัวเอง และใส่ใจสุขภาพให้มากนะคะ เพราะความผิดปกติเล็กน้อยที่มองข้าม อาจส่งผลกระทบที่หนักหนาสาหัสต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : healthandtrend